วันนี้ร้อน ท้องฟ้าเป็นสีแดง และมีฝนตก ฉันรู้สึกเศร้าและงุนงนกับผู้คนที่เป็นพี่น้องชาติเดียวกัน หนึ่งคำที่ติดใจและติดอยู่ในหัวตลอดเวลาคือคำว่า “ประชาธิปไตย” เพราะใครๆก็เรียกร้องและอ้างว่าทำเพื่อสิ่งๆนี้..พูดจริงๆฉันเองก็ไม่มั่นใจหรอกว่าเข้าใจมันอย่างแท้จริง..
ก้าวแรกที่ฉันมีโอกาสได้เข้าไปเรียนใน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครั้งแรกที่ได้กราบพระรูป ประโยคที่สลักไว้ที่ด้านหน้าที่จดไว้ในใจฉันทุกวันนี้คือ…
“เจ้านายราชตระกูล ตั้งแต่ลูกฉันเป็นต้นไป ตลอดจนราษฎรที่ต่ำที่สุด จะให้ได้มีโอกาสเล่าเรียนเสมอกัน ไม่ว่าเจ้า ว่าขุนนาง ว่าไพร่ เพราะฉะนั้น จึงขอบอกได้ว่าการเล่าเรียนในบ้านเมืองเรานี้ จะเป็นข้อสำคัญที่หนึ่ง ซึ่งฉันอุตส่าห์จัดขึ้นให้เจริญจงได้”
ในวันนั้นจำได้ว่า ฉันรู้สึกภูมิใจเป็นที่สุดที่ได้เรียนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ และคิดตลอดมาว่า โชคดีแค่ไหนที่ฉันได้เกิดเป็นคนไทย โชคดีแค่ไหนที่บรรพบุรุษฉันโล้สำเภามาที่ประเทศนี้ ประเทศที่เปิดโอกาสให้คนที่ไม่มีเชื้อชาติไทยเลยได้มาทำมาหากิน มีสิทธิครอบครองที่ดินทำกิน และได้ให้ลูกหลานได้มีโอกาสเข้าเรียนมหาวิทยาลัย…วันนั้นฉันได้รู้ว่าโอกาสที่เท่าเทียมทางการศึกษานี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจของสถาบันพระมหากษัตริย์ของเราตั้งแต่ก่อนจะมีระบอบประชาธิปไตยในประเทศนี้เสียด้วยซ้ำ.. ถ้าเราฉลาดและขยันกว่าเราจะได้มีโอกาสที่ดีกว่าและนี่แหละคืออิสระและพื้นฐานของความเข้มแข็งในการพึ่งตนเองของคนไทย
การเรียกร้องสิ่งหรือคนที่ตนเคยยึดเกาะกลับมา นั่นแสดงให้เราเห็นหรือเปล่าว่า…นี่คือความอ่อนแอของการพึ่งตนเองไม่ได้…
คนที่ให้เงินอาจให้ความสบายและความสุขของปากท้อง แต่คนที่ให้ความรู้ หลักการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงและมีความสุข คนที่ชี้หลักคุณธรรมให้เรายึดเหนี่ยว…แม้เขาไม่ได้ทำให้เรามีกินอิ่มท้องในทันทีวันต่อวัน แต่เขาตั้งใจที่จะทำให้เราได้รู้วิธีที่จะทำอย่างไรให้มีกินมีความสุขไปตลอดชีวิต…
